วัดขนอนหนังใหญ่

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 img_2188_resize

img_2189_resize

img_2252_resize

img_2246_resize

IMG_2211_resize

หนังใหญ่

หนังใหญ่  เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง  เป็นการแสดงที่รวมศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนง  ได้แก่  ด้านศิลปะการออกแบบลวดลายไทยเชิงจิตรกรรมที่มีความวิจิตรบรรจง  ผสมกับฝีมือช่างแกะสลักที่ประณีต  เมื่อแสดงก็จะมีการนำศิลปะทางนาฏศิลปืการละคร  ที่เคลื่อนไหวอย่างได้อารมณ์ ตามเนื้อเรื่อง  ประกอบกับบทพากย์  บทเจรจา  บทขับร้อง  ดนตรีปี่พาทย์  ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องราว  และให้อรรถรสทางศิลปะแก่ผู้ชมได้อย่างสมบูรณ์  การแสดงหนังใหญ่จึงมีคุณค่าทางศิลปะสูง  และแสดงถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยได้เป็นอย่างดี

ประวัติความเป็นมา

มหรสพที่เก่าแก่ของไทยนี้ กล่าวกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่เริ่มมี สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) นับเป็นมหารสพที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ปรากฏหลักฐานในการแสดงหนังใหญ่ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) ว่าทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา เพื่อใช้แสดงเพิ่มขึ้นจากเรื่องรามเกียรติ์ สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) มีหลักฐานการสร้างตัวหนังใหญ่และบทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ ใช้แสดงหนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาเก็บไว้ ณ โรงละครแห่งชาติหลังเก่า แต่ถูกไฟไหม้เกือบหมด สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พบการทำหนังใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี

ประะวัติหนังใหญ่วัดขนอน

หนังใหญ่วัดขนอน ได้มีการสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ผู้ริเริ่มในการแกะสลักตัวหนังคือ ท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เกิดปีวอก พ.ศ.2391 มรณภาพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2485 รวมอายุได้ 95 ปี ท่านมีความคิดที่จะสร้างหนังใหญ่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม จึงได้ชักชวนครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาร่วมกันสร้าง ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้สร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด ปัจจุบันมีตัวหนัง 313 ตัว นับเป็นสมบัติวัดที่ได้ร่วมรักษาสืบทอดกันมาเป็นเพียงวัดเดียวที่มีมหรสพ เป็นของวัด มีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์อยุ่ในความอุปถัมป์ของวัดสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

 

ข้อมูลสถานที่
  • ชื่อ : วัดขนอนหนังใหญ่
  • ประเภท  :  พิพิธภัณฑ์แสดงหนังใหญ่
  • ที่อยู่  : พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ วัดขนอน ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 70120
  • การเดินทาง :  รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านจังหวัดนครปฐมเข้าสู่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จากนั้นเลี้ยวขวาบริเวณสี่แยกอำเภอบางแพ  ไปตามทางหลวงหมายเลข 3090 เข้าสู่อำเภอโพธาราม ข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง แล้วเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3089 ประมาณ 3 กิโลเมตร วัดขนอนตั้งอยู่ทางขวามือรถโดยสารประจำทาง  มีรถโดยสารปรับอากาศของบริษัทโพธารามทัวร์ จำกัด ออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6.30-19.30 น. อัตราค่าโดยสาร 55 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2435-5036
  • เปิดเข้าชม  : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-17.30 น. (เปิดการแสดงหนังใหญ่ ณ โรงละครหนังใหญ่ ทุกวันเสาร์ เริ่ม 10.00 น.)
  • เทศกาล : เทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ทุกวันที่  13-14 เม.ย. ของทุกปี
  • ค่าเข้า  :  ไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • สถานที่จอดรถ  :  กว้างขวาง
  • สิ่งอำนวยความสะดวก : ห้องน้ำ ร้านกาแฟ
  • โทรศัพท์ : 089- 5554195 , 032 234 834

แผนที่

เครื่องประกอบในการแสดงหนังใหญ่

การแสดงหนังใหญ่ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้ สถานที่(โรงหนัง จอหนัง และแสง)   ตัวหนัง  เครื่องดนตรีประกอบ  คนพากย์และเจรจา คนเชิดหนังและวิธีการเชิด  เรื่องที่ใช้แสดงและวิธีการแสดง

เรื่องสำหรับการแสดง

ก่อนการแสดงจะต้องมีพิธีไหว้ครู  วงดนตรีปี่พาทย์  จะบรรเลงโหมโรงขณะทำพิธีเรียกพิธีเบิกหน้าพระ  ต่อจากนั้นจะเป็นการแสดงชุดเบิกโรงนิยมเล่นตอนจับลิงหัวค่ำ  มีตัวหนังที่แสดงคือ   ลิงขาวและลิงดำ  ลิงดำชอบก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อน ก่อการทะเลาะวิวาท  ลิงขาวจะเป็นผู้คอยตักเตือน  แต่ลิงดำไม่รับฟังคำสั่งสอนลิงขาวจึงจับลิงดำมัดและพาไปเฝ้าพระฤาษี  พระฤาษีจึงตักเตือนสั่งสอนให้แก้ไขปรับปรุงตัวใหม่  และให้ลิงขาวแก้มัด  ทั้งสองจึงอยู่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน  ซึ่งการเล่นเบิกโรงนี้เป็นการเีรียกคนดู  เพราะเสียงปี่พาทย์จะเร้าใจ  เพลงเชิดทำให้เกิดความคึกคัก  บทเจรจาที่ตลกทำให้เกิดความครึกครื้น  ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยคำสอนข้อคิด  คติธรรม  ความดีย่อมชนะความชั่วหลังจากจบชุดเบิกโรง  จะเป็นการแสดงชุดใหญ่  นิยมแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งจัดแสดงเป็นตอนๆ

ลักษณะตัวหนังใหญ่

ตัวหนังใหญ่  ส่วนมากทำจากหนังโค  นำมาฉลุหรือสลักเป็นภาพตามตัวละครในเนื้อเรื่อง  บางตัวสูง 2 เมตร  กว้างเมตรเศษ  แบ่งตามลักษณะท่าทาง บทบาท  การกระทำ  ธรรมชาติ ฯลฯ  ได้ดังนี้

  1. หนังเจ้า  หรือหนังครู  เป็นตัวหนังที่ใช้ในการไหว้ครู มี 3 ตัว คือ พระฤาษี พระอิศวร หรือ พระนารายณ์ เรียกว่าพระแผลง เพราะเป็นภาพในท่า แผลงศร
  2. หนังเฝ้า หรือหนังไหว้ เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสี้ยว พนมมือใช้แสดงตอนเข้าเฝ้า
  3. หนังคเนจร หรือหนังเดิน เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสี้ยว อยู่ในท่าเดิน
  4. หนังง่า เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสี้ยว อยู่ในท่าต่อสู้เหาะแผลงศร
  5. หนังเมือง เป็นหนังภาพเดี่ยวหรือหลายภาพอยู่ในหนังผืนเดียวกัน  โดยมีปราสาท ราชวัง วิมาน พลับพลา ศาลา ตามเนื้อเรื่อง อยู่ในหนังผืนนั้นเรียกหนังพลับพลา หนังปราสาทพูด หนังปราสาทโลม
  6. หนังจับ หรือหนังรบ  เป็นหนังที่มีภาพตัวละคร ตั้นแต่ 2 ตัวขึ้นไป ในหนังผืนเดียวกัน  ส่วนใหญ่เป็นภาพตัวละครในการต่อสู้
  7. หนังเบ็ดเตล็ด  เป็นหนังลักษณะอื่น ที่ไม่จัดอยู่ในประเภทที่กล่าวมา แยกได้ดังนี้
  • หนังเดี่ยว  เป็นภาพหนัง 2 ตัว ตัวหนึ่งพ่ายแพ้การต่อสู้และถูกจับมัด
  • หนังเขน เป็นหนังที่เป็นไพร่พลของกองทัพ
  • หนังเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่มีรูปร่างแปลกออกไป

กรรมวิธีการสร้างตัวหนัง

ลวดลายอันอ่อนช้อย และสีสัน ที่ปรากฎอยู่บนตัวหนังใหญ่  แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ไทยอันทรงคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง  ที่บรรพบุรุษไทยสร้างไว้  การสร้างตัวหนังแต่ละตัว  ย่อมต้องมีความพากเพียร พยายาม เทคนิค วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งงานศิลปะเหล่านี้

การสร้างตัวหนัง ขอกล่าวโดยย่อดังนี้

  1. การสร้างตัวหนังเจ้า  มี 3 ตัว คือพระฤาษี  จะใช้หนังเสือหรือหนังหมี  ของวัดขนอนใช้หนังเสือ  รูปพระแผลงจะใ้ช้หนังโคที่ตายทั้งตั้งท้องหรือถูกเสือกัดตายหรือถูกฟ้าผ่าตาย  โดยผู้สร้างจะต้องนุ่งขาว ห่มขาว ถือศีลแปด  เขียนและลงสีให้เสร็จในวันเดียว  มีการถวายเครื่องสังเวยบูชาครู
  2. การสร้างตัวหนังอื่นๆ  โดยทั่วไปจะใช้หนังโค  เมื่อฟอกแล้วจะอ่อนม้วนไปมาได้สะดวก  ง่ายต่อการฉลุลวดลายต่างๆ  และเมื่อแห้งแล้วจะไม่ย่น  มีวิธีการฟอกแตกต่างกันไปบ้าง  ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนลาย (ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประกอบ แล้วนำำไปแกะสลักลาย  การลงสี การเคลือบ  เพื่อให้คงทน สุดท้าย คือ นำไปผูกกับไม้ตับหนัง  หรือไม้คีบหนัง

การอนุรักษ์

วัดขนอน  มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์หนังใหญ่   ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  ทางวัดได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชน  ในการนำหนังใหญ่วัดขนอนนี้ไปแสดงเผยแพร่ยังที่ต่างๆ  ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง  ในปี  พ.ศ. 2532  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  องค์อุปถัมภกมรดกไทย  ทรงเห็นคุณค่าในการแสดงและศิลปะในตัวหนังใหญ่  ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัว และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นแสดงแทน  โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรรับผิดชอบงานช่างจัดทำหนังใหญ่ทั้งหมด  ได้นำหนังใหญ่ชุดใหม่ที่สร้างนี้ทูลเกล้าถวาย เมื่อวันที่  21 มิถุนายน 2538 ณ โรงละครแห่งชาติ และทรงพระราชทานให้ทางวัดขนอนนำมาใช้ในการแสดงต่อไป

ปัจจุบันนี้  ทางวัดได้จัดพิพิธภัณฑ์สถานแสดงนิทรรศการหนังใหญ่  เปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมชมศึกษา  พร้อมทั้งการสาธิตการแสดงหนังใหญ่ตลอดจนการฝึกเยาวชนให้เรียนรู้และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ครบทุกกระบวนการ เพื่อสนองโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สืบต่อไป

หนังใหญ่วัดขนอน  ได้รับรางวัลจากยูเนสโก

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมของยูเนสโกประกาศให้ “การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน”   ได้รับรางวัลจากองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  หรือยูเนสโก (UNESCO) และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม (The safeguarding of Intagible Cultural Heritage : ICH) โดยเมื่อวันที่ 8-11 มิถุนายน 2550 องค์กร ACCU (Asia – Pacific Cultural Centre for UNESCO) ได้จัดพิธีมอบเหรียญรางวัล  เกียรติบัตรและการสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้แทนชุมชนต่างๆ  ที่ได้รับรางวัลและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมและคณะกรรมการของยูเนสโก ณ โรงแรมโตเกียวไดอิชิ เมืองซึรุโอกะ  จังหวัดยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น  ในวาระดังกล่าว  พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน และคณะ เข้าร่วมงานและรับรางวัลดังกล่าว

กว่าคณะหนังใหญ่วัดขนอนจะเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน  ทางคณะล้วนเผชิญกับปัญหานานัปการ  ทั้งความนิยมในการเล่นหนังใหญ่ที่นับวันจะซบเซาลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากการเข้ามาทดแทนของสื่อบันเทิงสมัยใหม่  และตัวหนังที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม  การร่วมกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงแขนงนี้ของทั้งวัด ชาวบ้าน หน่วยงานราชการในจังหวัด  และพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ที่ทรงให้จัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ทดแทนชุดเก่าที่ชำรุด  ทำให้คณะหนังใหญ่วัดขนอนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง  วัดขนอนได้กลายเป็นแหล่งอนุรักษ์และเรียนรู้ฝึกฝนศิลปะการทำตัวหนัง การเชิดหนัง การบรรเลงปี่พาทย์ประกอบการแสดงหนังรวมถึงมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ที่เก็บรักษาตัวหนังเก่าแก่ล้ำค่าเอาไว้

วิดีโอ