ชมค้างคาวร้อยล้าน วัดเขาช่องพราน

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

IMG_0128

IMG_0123

IMG_0114

ภาพโดย คุณรุ่ง ร้าน The Gardena

ภาพโดย คุณรุ่ง ร้าน The Gardena

วัดเขาช่องพราน

ยามอาทิตย์ใกล้อัสดง   แสงสุดท้ายจากขอบฟ้ากำลังจะลับหายไป  เหล่านกบินกลับรัง  แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในบริเวณวัดเขาช่องพราน เป็นประจำทุกวัน อันเป็นที่กล่าวขานลือไกลถึง บรรดาค้างคาวหนูจำนวนมหาศาลร้อยล้านตัว บินออกจากถ้ำเป็นสายควันดำโบกสะบัดเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวไปมา เป็นเวลากว่า 1 ชม. เพื่อออกหากินและจะกลับมายังบริเวณถ้ำแห่งนี้อีกครั้งก่อนอรุณรุ่ง  เป็นภาพอันน่าประทับใจ  ของปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติ  เป็นอย่างยิ่ง  ทางวัดเขาช่องพราน  จึงได้ร่วมกันปรับปรุงสถานที่ให้สวยงาม และเปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมค้างคาว   ที่วัดเขาช่องพรานนี้มีลานจอดรถกว้างขวาง และมีร้านอาหาร ไว้บริการผู้ที่เข้ามาชมด้วย (ยังมีมูลค้างคาวที่เขานำมาจำหน่าย ถ้าสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.032-354643)

สถานที่เที่ยวภายในวัดเขาช่องพราน
  • ถ้ำพระนอน  ลึกประมาณ 120 เมตร ภายในถ้ำมีที่กว้างบ้าง แคบบ้างที่กว้างที่สุดประมาณ 14 เมตร  มีพระพุทธไสยาสน์อยู่  1 องค์ขนาดยาวประมาณ 8 เมตร  สูงประมาณ 1 เมตร  และมีพระพุทธรูปต่างๆ ในถ้ำอีกประมาณกว่า  200 องค์  ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างแต่สันนิษฐานว่าใครสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาบ้าง สุโขทัยบ้าง
  • ขึ้นบันได 499 ขั้น ชมทิวทัศน์บนยอดเขา นมัสการพระบรมธาตุบวรวิสุทธิเจดีย์  ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า  และอยู่เหนือปากถ้ำค้างคาว สามารถมองเห็นค้างคาวออกจากถ้ำจากมุมนี้ได้
  • ถ้ำค้างคาว  ซึ่งอยู่ห่างจากปากถ้ำพระนอนประมาณ 40 เมตร  ปากถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตร  ปากถ้ำกว้างประมาณ 1 เมตร ภายในกว้างมากและมืดทึบ  เป็นที่อาศัยของค้างคาวหนูจำนวนมากหลายล้านตัว ทุกวันเวลาประมาณ 18.00-18.30 น. ค้างคาวจะบินออกจากถ้ำไปหากินและจะบินกลับเข้าถ้ำเวลารุ่งเช้า 05.00 น.  สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวคือ  การมาดูค้างคาวบินออกจากปากถ้ำด้วยความเร็วพร้อมกันโดยมีจ่าฝูงเป็นตัวนำ มีลักษณะคล้ายควันดำที่พุ่งออกจากปล่องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ตลาดนัดตอนเย็น (เปิดเป็นบางวัน) มีอาหารอร่อยให้เลือกหลากหลาย และสินค้าใช้สอยอื่นๆ  เปิดบริเวณลานกว้างในวัดเขาช่องพราน

ข้อมูลท่องเที่ยว

ที่ตั้ง : วัดเขาช่องพราน หมู่ที่ 2 ต.เตาปูน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
GPS : N13.71815483284051 , E99.77144837379456
ช่วงเวลาที่เหมาะสม : 18.00 น. – 19.30 น. (ช่วงฤดูฝนควรเช็คสภาพอากาศ ฝนอาจตกในช่วงเย็น) หากต้องการขึ้นไปจุดชมวิวบนยอดเขาและนมัสการพระบรมธาตุบวรวิสุทธิเจดีย์  ควรเผื่อเวลาไว้อีก 2 ชม.
ค่าธรรมเนียม : ฟรี
ร้านอาหาร : ช่วงเย็นจะมีร้านอาหารเปิดบริการ บางวันมีตลาดนัด อาหารหลากหลายให้เลือก
การเดินทาง :รถส่วนตัว – ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับตรงไปทางจ.ราชบุรี จะลอดใต้สะพานลอยที่จะไป จ.กาญจนบุรี จะผ่านสหกรโคนมหนองโพธิ์ จะพบสะพานลอยข้ามสี่แยกบางแพไปยัง จ.ราชบุรี (ไม่ต้องขึ้นสะพานลอย) ให้ชิดซ้าย จากนั้นจะพบไฟแดง ให้เลี้ยวขวาเพื่อไปยัง อ.โพธาราม ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3080 ขับมาประมาณ 5.4 กม. จะข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง จากนั้นจะพบสามแยก (แยกซ้ายไปทางวัดเขาช่องพราน แยกขวาไปวัดขนอน) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3089 ประมาณ 11.6 กม. จะพบวัดเขาช่องพราน ติดถนนทางด้านขวามือ
สถานที่จอดรถ : กว้างขวางมาก
สิ่งอำนวยความสะดวก : ศูนย์บริการการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลเขาขวาง(ห้องสมุดการเรียนรู้เพื่อชุมชน), ตลาดนัดตอนเย็น


Tip แนะนำ
  • ที่นี่ยังมีมูลค้างคาวที่เขานำมาจำหน่าย ถ้าสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.032-354643
  • การขึ้นบันได 499 ขั้นสู่ยอดเขา เพื่อชมวิวทิวทัศน์ และนมัสการพระบรมธาตุบวรวิสุทธิเจดีย์ ต้องมีสภาพร่างกายพร้อมพอสมควร
  • ถ้ำต่างๆ ที่เขาช่องพราน มีกลิ่นมูลค้างคาวค่อนข้างเหม็น เตรียมผ้าปิดจมูก หรือยาดมไว้ก็น่าจะดี
  • ช่วงเวลาที่รอชมค้างคาว อาจเดินเล่นตลาดนัด(มีเป็นบางวัน)ของกินเพียบ หรืออาจจะไปใช้อินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือ ที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลเขาขวาง(ห้องสมุดการเรียนรู้เพื่อชุมชน)
  • หากมาเที่ยวในฤดูแล้ง ป่าไม้บนเขาช่องพรานจะแห้งผลัดใบร่วง  และในช่วงฤดูฝน-หนาว ป่าบนภูเขาจะเขียวชะอุ่ม แต่ข้อเสียในช่วงฤดูฝนกลิ่นมูลค้างคาวค่อนข้างมีกลิ่นแรง มากกว่าฤดูแร้ง ซึ่งกลิ่นจะมีผลสำหรับผู้ต้องการเข้าไปในถ้ำพระนอน

ภาพถ่าย

แผนที่

เรื่องเล่าวัดเขาช่องพราน

วัดเขาช่องพรานเป็นวัดที่เก่าแก่ทางประวัติศาสตร์เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2409  หรือในหลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.4)  โดยพระยาเทพประชุน(ปั้น) ต้นตระกูล “ปันยารชุน” ซึ่งบ้านเดิมอยู่ที่วัดคงคารามอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี  ได้บริจาคที่ดินผืนใหญ่ซึ่งเดิมเป็นป่าอยู่ระหว่างเขา 2 ลูก  คือ ระหว่างเขาช่องพรานกับเขาขวาง  แต่ปัจจุบันนี้โล่งกลายเป็นทุ่งนาไปแล้ว

โดยร่วมกับพระครูรามัญบดี (พระอาจารย์ศาล)และญาติมิตรเชื้อสายมอญในละแวกนั้น  สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2415  หรือในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.5)  วัดนี้อยู่ในสถานที่กว้างขวางและสวยงาม  เพราะสร้างขึ้นที่ข่องเขา 2 ลูก  ซึ่งเดิมเป็นทางเดินขอสัตว์ป่าที่ลงมากินน้ำที่หนองน้ำขนาดใหญ่ ดังนั้น  นายพรานจึงมักมาคอยดักยิงสัตว์เป็นประจำ  จึงตั้งชื่อว่า “เขาช่องพราน” และสร้างวัดเสร็จจึงตั้งชื่อว่า “วัดเขาช่องพราน”

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์ท่านได้ทรงรับสั่งให้พระยาอินทรอภัยยกกำลังไปตั้งรักษาหนองน้ำที่เขาช่องพรานเพื่อสกัดกั้นกองทัพพม่าที่มาใช้น้ำจากหนองน้ำแห่งนี้  เลี้ยงช้างเลี้ยงม้าของตนและใช้ช่องเขานี้เป็นทางลำเลียงเสบียงอาหารด้วย  พระยาเทพประชุน  ได้นำคนไปสร้างวัดนี้เป็นจำนวนมาก  ครั้นเมื่อสร้างเสร็จได้ให้คนเหล่านั้นอาศัยบริเวณวัดต่อไป  เพื่อช่วยปลูกข้าวถวายให้แก่พระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาที่วัด  เพราะขณะนั้นบ้านเรือนราษฎรยังไม่หนาแน่น  โดยมอบเนื้อที่ทำนาให้ประมาณ 80 ไร่และเล่ากันต่อมาว่ามีคนอาศัยทำนาประมาณ 10 ครอบครัว  วัดเริ่มสร้างเพียงศาลาและกุฎีหลังเล็กๆ มีพระประจำวัดเพียงไ่ม่กี่องค์  ต่อมาจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ  โดยมีพระครูรามัญดี(พระอาจารย์ศาล) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

ในปี พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงนำกองเสือป่าประทับแรมที่บริเวณวัดเขาช่องพรานและให้บรรดาผู้ติดตามเสด็จนั้น  มีพระยาราชสงครามและพระยาปรีชานุสาร์น(บุตรชายพระยาเทพประชุนทั้งสองท่าน) และเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (บุตรเขยพระยาเทพประชุน)รวมอยู่ด้วย  เมื่อเห็นสภาพวัดเขาช่องพรานที่ทรุดโทรมดังนั้นในปี พ.ศ. 2460 ทั้ง 2 ท่านจึงได้ช่วยกันทำการบูรณะช่วยซ่อมแซมเป็นการใหญ่  พร้อมทั้งสร้างแท่นพระพุทธรูปในพระอุโบสถด้วย

อนึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 คณะกรรมการวัดได้กระทำพิธีอัญเชิญพระอูรังคธาตุ พระบรมสารีริกธาตุ 4 สัญฐาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันตธาตุ  ขึ้นไปประดิษฐาน ณ บวรวิสุทธิเจดีย์บนยอดเขา  เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช  รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมมหาจักรีวงศ์  ในวาระทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของพระพุทธศาสนิกชน