หากใครที่อยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมการลอยกระทงของชาวมอญพื้นถิ่น พบกับ “งานประเพณีลอยกระทงสายมอญ วัดม่วง”  ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555   ณ วัดม่วง  ต. บ้านม่วง อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี  ร่วมกิจกรรมการลอยกระทงสายมอญ คือ การนำกระดาษสี มาพับจับจีบ คล้ายดอกบัว วางเรียงลงในถาดสังกะสี แล้วใส่น้ำมัน ใช้เชือกกระสอบทำไส้สามเส้นควั่นรวมกันกางออกมาเป็นสามขา เรียกว่า ตีนกา  วางตีนกา จุดไฟที่ปลายตีนกาในทุกๆ กระทง แล้วนำไปลอย โดยยกทั้งถาดอธิษฐานจิต จากนั้นค่อยๆ จุ่มถาดทั้งถาดลงไปในแม่น้ำ กระทงจะลอยน้ำ แล้วค่อยๆ ดึงถาดขึ้นมา กระทงจะลอยเป็นกลุ่ม เป็นสาย ดูสวยงาม โดยทางวัดม่วง จะตระเตรียมกระทงสาย สำหรับผู้ที่   จะลอยกระทงไว้ให้อีกด้วย  นอกจากนี้ ยังมีการประกวดหนูน้อยนพมาศ และมหรสพต่างๆ อีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วง โทร. 0 3237 2623

ตำนานลอยกระทงสาย

นาย ปึ๊ด เขาอุ่น อยู่บ้านเลขที่ ๕๑ หมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เกิดวันพฤหัสบดี เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ โทรศัพท์ ๐๓๒ – ๒๙๗๕๕๖ วุฒิการศึกษา ป.๔ โรงเรียนศรีประชาวัดม่วง เริ่มเรียนการทำกระทงสายตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี มีครูน้อย/ครูบุญมี เป็นคนสอนตัดกระดาษ อาจารย์โก๊ะ อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง เป็นผู้สอนการทำกระทงสาย มีภูมิลำเนาตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เล่าว่า

ริมแม่น้ำคงคามีกาขาว ๒ ตัว ตัวผู้และตัวเมียทำรังออกไข่ไว้ ๕ ฟอง ออกหากินทั้ง ๒ ตัวตามปกติ ทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งกำลังหากินอยู่นั้น ได้เกิดพายุพัดแม่กากับพ่อกาขาวและรังไข่กาขาวหายไปกับพายุฝน พอพายุฝนหาย พ่อกากับแม่กาขาวกลับสู่รังไม่พบรังและไข่ทั้ง ๕ ฟอง แม่กาขาวเสียใจมากจนอกแตกตาย ส่วนพ่อกาขาวเห็นแม่กาขาวตาย ก็เสียใจตายตามแม่กาขาว แม่กาขาวเมื่อตายแล้วก็ไปบังเกิดเป็นนางผกาพรหมบนชั้นฟ้า

หลังจากพายุ ฝนหายมีแม่ไก่คุ้ยเขี่ยข้างป่าละเมาะได้พบไข่กาขาว ๑ ฟอง แม่พญานาคหากินข้างแม่น้ำคงคาพบไข่กาขาว ๑ ฟอง แม่เต่าก็พบไข่กาขาวเช่นกันที่ริมน้ำ แม่โคก็พบไข่กาขาวใกล้ ๆ ริมน้ำ ๑ ฟอง แม่ราชสีห์ก็พบไข่กาขาว ๑ ฟองข้างป่าละเมาะใกล้ ๆ กับรังแม่กาขาว สัตว์ทั้ง ๕ ได้เก็บไข่กาขาวไปอยู่ที่อาศัยของตน

เมื่อแม่ไก่ แม่พญานาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ ได้ไข่กาขาวเมื่อครบกำหนดก็ฟัก ทั้งหมดกลายเป็นมนุษย์เด็กผู้ชายทั้ง ๕ คน เมื่อแม่ไก่ แม่พญานาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ ได้เลี้ยงเด็กทั้ง ๕ คน จนเด็กทั้ง ๕ คน อายุได้ ๑๒ ขวบ เด็กเหล่านั้นก็ถามแม่ทั้ง ๕ ว่าแม่ตัวจริงของตนนั้นเป็นใคร แม่ทั้งหมดก็ตอบคำถามนั้นไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดว่าตัวเราเองเป็นมนุษย์จะอยู่กับแม่ที่เป็นสัตว์ไม่ได้ เด็กทั้ง ๕ จึงลาแม่ที่เลี้ยงมาออกตามหาแม่ที่แท้จริง ส่วนแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ก็เสียใจ ทั้งแม่ทั้งลูกก็ล่ำลาร้องไห้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ แม่ที่เลี้ยงมาไม่มีอะไรจะให้ลูกก็ได้ตั้งชื่อลูกที่เลี้ยงมาว่า “แม่ไก่”ตั้งชื่อลูกว่าคะคุสันโธ“แม่พญานาค” ตั้งชื่อลูกว่าโคนาคม“แม่เต่า” ตั้งชื่อลูกว่าคะสะปะ“แม่โค” ตั้งชื่อลูกว่าโคตะมะ“แม่ราชสีห์” ตั้งชื่อลูกว่าอะริยะเด็ก ทั้ง ๕ ได้ล่ำลาแม่ที่เลี้ยงมาออกตามหาแม่ที่แท้จริง ซึ่งเด็กทั้ง ๕ คน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เด็กแต่ละคนออกเดินป่าตามหาแม่ของตน ณ ที่กลางป่านั้นมีศาลาอยู่หลังหนึ่ง คะคุสันโธ เดินทางมาเหนื่อยเห็นศาลาก็ดีใจมากเข้าไปนอนพัก โคนาคม คะสะปะ โคตะมะและอะริยะ ก็เช่นกันเมื่อเดินทางมาเหนื่อยก็เข้ามานอนพักที่ศาลาหลังเดียวกัน พอทั้งหมดตื่นขึ้นมาก็ไถ่ถามกันว่าไปมากันอย่างไรจึงได้มาพักที่ศาลาแห่งนี้ ทุกคนก็บอกว่าออก ตามหาแม่ที่แท้จริงและก็บอกกันว่า แม่ที่เลี้ยงมานั้นได้แก่ แม่ไก่ แม่พญานาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ ที่เลี้ยงพวกเรามาก็เป็นสัตว์เราอยากพบแม่ตัวจริง

แล้วเด็กทั้ง ๕ ก็อธิษฐานขอให้พบแม่ตัวจริงด้วย แม่อยู่ที่ใดจงมาหาลูก ส่วนนางผกาพรหมเกิดร้อนรนอยู่ไม่ได้เพราะแรงอธิษฐานของลูก ก็แปลงร่างเป็นกาขาวลงมาหาลูก เมื่อพบลูกแล้วก็เล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ลูกทั้ง ๕ คนฟัง และพูดอีกว่า ขณะนี้แม่อยู่บนสวรรค์ชั้นผกาพรหม แม่ก็เป็นห่วงลูก แม่ไม่มีอะไรจะให้ลูก แม่กาก็อธิษฐานตีนกาให้เป็นเชือกทำกระทงลอยบูชาแม่น้ำคงคา ต่อไปวันข้างหน้าจะไม่เกิดพายุฝนพลัดพรากแม่ลูกกันอีก กระทงสายนี้เล่ากันมาในอดีตกาลพระพุทธเจ้าในอดีต

ชาวไทยมอญในตำบลบ้าน ม่วง จะจัดพิธีลอยกระทงสาย ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี ณ บริเวณท่าน้ำหน้าวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยในตอนเช้าจะจัดให้มีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระที่วัด ตอนเย็นและกลางคืนจะจัดให้มีการลอยกระทงสาย สำหรับกระทางสายของชาวบ้านม่วง จะแตกต่างกับกระทงสายของจังหวัดอื่น ๆ เพราะที่วัดม่วง กระทงสายจะเป็นกระทงที่ทำด้วยกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๖ นิ้ว พับหักมุมสี่ด้าน ใส่น้ำมันพืชผสมน้ำมันโซล่า มีไส้เส้นด้ายฟั้นเป็นสามขาตั้งอยู่กลางกระทง โดยในแต่ละปีจะมีการจัดทำกระทงสายเป็นจำนวนมาก นำไปลอยเป็นสายกลางลำน้ำแม่กลองจากหน้าวัดม่วงไปจนถึงเขตอำเภอโพธาราม

  • ข้อมูลอ้างอิง: สภาวัฒนธรรมอำเภอบ้านโป่ง